Vaginismus คืออะไร? ทำความเข้าใจภาวะช่องคลอดหดเกร็ง กับเรื่องเมนส์ เกี่ยวกันได้ยังไง?
พอพูดถึงคำว่า ช่องคลอดหดเกร็ง หรือ Vaginismus หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูหรือคุ้นเคยนัก แต่หากพูดว่า “จิ๋มล็อก” หรือ “ช่องคลอดล็อก” อาจจะมีอ๋อกันบ้าง บางคนอาจจะเคยเป็น เป็นอยู่ หรือไม่แน่ใจ วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง ถึงอาการที่เกี่ยวกับ จิ๋ม ช่องคลอด ที่ถูกทำให้หายไปจากระบบทางการแพทย์ หรืออาจทำให้เป็นมุกล้อเลียน เพราะคิดว่ามันไม่มีจริง หรือไม่ปกติเสียอย่างนั้น
อาการช่องคลอดหดเกร็ง คืออะไร
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก อาการช่องคลอดหดเกร็ง หรือ Vaginismus หรือ จิ๋มล็อก กันก่อน มันคือ อาการที่เราไม่สามารถสอดใส่อะไรก็ตามเข้าไปในช่องคลอดได้ ฟังดูอาจจะรู้สึกว่า มันน่าจะไม่น่าจะมีอยู่จริง ในเมื่อมีช่อง มีรู ก็ต้องสอดใส่เข้าไปได้สิ แต่ความเจ็บปวดนี้มีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นมากทีเดียว
คำจำกัดความที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ”การที่เราไม่สามารถสอดใส่อะไรเข้าไปได้ทั้งนั้น” ไม่ว่าจะอวัยวะ เช่น นิ้ว อวัยวะเพศของผู้อื่น เซ็กส์ทอยหรืออุปกรณ์สุขภาพเพศ รวมทั้งผ้าอนามัยแบบสอด ถ้วยอนามัย หรืออุปกรณ์สำหรับรองรับประเดือนแบบสอดใส่ โดยจะเป็นจุดประสงค์เพื่อเพศสัมพันธ์ ความสุขทางเพศหรือสุขภาพเพศก็ตามแต่ ความเจ็บปวดนี้ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะ อาการทางกายอาจมีทั้ง อาการปวด เจ็บ คล้ายเป็นตะคริว ความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะสอดใส่ หรือพยายามสอดใส่นั้น อาจมีทั้งความกลัวที่ไม่ทราบสาเหตุ ความตื่นกังวลที่ไม่รู้ที่มา ความเจ็บปวดทางกายเหล่านี้ ทำให้ยามที่เราต้องสอดใส่ เรากลับทำไม่ได้ จนทำให้เกิดเสียความมั่นใจ หรืออาจนำมาสู่ความทุกข์ในใจสุขภาพเพศ สุขภาวะทางเพศของเพศกำหนดหญิง หรือคนที่มีจิ๋ม
อาการแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่
กลุ่มที่ร่างกายไม่สามารถสอดใส่อะไรได้เลยตั้งแต่ต้น (Primary Vaginismus)
กลุ่มที่ร่างกายเคยสอดใส่ได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด แล้วเกิดการเจ็บปวดในภายหลัง (Secondly Vaginismus)
โดยทั้งสองกลุ่มเป็นอาการที่เคยถูกบอกว่า เป็นเพียงการเจ็บปวดทางกายภาพจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่มีหลักฐานทางวิชาการที่พยายามชี้ให้เห็นว่า ภาวะช่องคลอดหดเกร็งเป็นปรากฏการณ์ทางชีวจิตสังคม (biopsychosocial phenomenon) ความกลัว ความวิตกกังวล หรือประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการสอดใส่ในอดีตสามารถกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการหดเกร็งโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการตอบสนองเชิงป้องกันโดยไม่รู้ตัว ปัจจัยทางจิตใจเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่กลับผูกโยงอย่างแนบแน่นกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม เช่น
การเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เคร่งครัดเรื่องความบริสุทธิ์ของพรหมจรรย์
การรับรู้เชิงลบต่อเรื่องเพศ
จากหลักฐานทางวิชาการข้างต้น ตอกย้ำให้เห็นว่า อาการช่องคลอดหดเกร็งนั้น ไม่ได้เป็นเพียงกล้ามเนื้อที่หดเข้าหากันทางกายภาพ แต่มีผลกระทบจากบริบททางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นแฟ้นและแนบเนียน
ดังนั้น การรักษาภาวะช่องคลอดหดเกร็งโดยใช้แบบจำลองทางชีวการแพทย์ (Biomedical Model) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุม เพราะแบบจำลองดังกล่าวไม่สามารถจัดการกับบรรทัดฐานทางเพศและพลวัตทางอำนาจที่เป็นรากฐานของความทุกข์ทรมานที่ผู้หญิงหรือเพศกำหนดหญิงต้องเผชิญ แม้ว่าการหดเกร็งของกล้ามเนื้อจะเป็นอาการทางกายภาพที่ชัดเจน แต่ความทุกข์ทรมานที่แท้จริงของผู้หญิงหรือเพศกำหนดหญิงที่เป็นภาวะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความเจ็บปวดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความอับอาย ความรู้สึกว่าตนเอง “ไม่สมบูรณ์” ในฐานะผู้หญิงตามบรรทัดฐานทางเพศ (Gender norm) และคุณค่าในตัวเองที่ลดลงอย่างรุนแรง ความทุกข์เหล่านี้ไม่ใช่ “อาการป่วย” ในเชิงการแพทย์ แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากบรรทัดฐานทางสังคมที่กดทับ
จากการใช้แบบจำลองทางชีวการแพทย์ (Biomedical Model) เพียงอย่างเดียวนำมาสู่การวิวัฒนาการการดูแล รักษา อาการช่องคลอดหดเกร็ง หรือ Vaginismus จากเดิมที่มีการประเมินเพียงแค่อาการทางกาย และเคยถูกจัดให้เป็น ความผิดปกติทางจิต (psychosexual dysfunctions) ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (DSM) ฉบับที่ 3 ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้เป็นฉบับ DSM ฉบับที่ 5 ได้ควบรวมภาวะช่องคลอดหดเกร็ง (vaginismus) และภาวะเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia) เข้าไว้ด้วยกันภายใต้การวินิจฉัยใหม่ที่ชื่อว่า Genito-Pelvic Pain/Penetration Disorder (GPPD) การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนมุมมองที่ว่าอาการเหล่านี้มีลักษณะเป็นสเปกตรัม (spectrum) ที่มีความซับซ้อนและมีปัจจัยร่วมกันหลายประการ อย่างไรก็ตาม การควบรวมนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในทางคลินิก นักวิชาการบางส่วนให้เหตุผลว่าการวินิจฉัย GPPD นั้นกว้างเกินไปและไม่สามารถอธิบายความแตกต่างที่เฉพาะเจาะจงของภาวะช่องคลอดหดเกร็งได้ ซึ่งเป็นภาวะที่รวมเอาอาการเจ็บปวด ความวิตกกังวล และการเกร็งตัวของช่องคลอดเข้าไว้ด้วยกันอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจภาวะนี้อย่างครบถ้วนจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
จากเรื่องที่เล่าทั้งหมดมา อาการเจ็บปวดขณะสอดใส่ อาการช่องคลอดหดเกร็ง จิ๋มล็อก หรือความทุกข์ใจในขณะที่ต้องสอดใส่นั้น ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะมันเป็นมิติที่สัมพันธ์กันทั้ง ร่างกาย จิตใจ และสังคม (ชีวจิตสังคม – Biopsychosocial) และมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับแนวคิดชายเป็นใหญ่ในระบบการแพทย์ รวมทั้งบีบคั้นด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้รับบริการและแพทย์ที่ใช้ความรู้ตนเป็นศูนย์กลาง แทนการวินิจฉัยและดูแลแบบองค์รวม ทั้งที่ผู้รับบริการแบกรับความเจ็บปวด ไม่เพียงแค่ร่างกาย แต่อาจแบกรับความล้มเหลวทางเพศ และความเป็นหญิงของตนเข้ามารับบริการ เป็นความทุกข์ที่เราไม่ได้สมัครใจจะเป็น เป็นเพียงกลไกปกป้องตัวเองเท่านั้น โดยความสัมพันธ์ระหว่างช่องคลอดหดเกร็ง กับผู้รับบริการนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ตอกย้ำความรู้สึกผิดของความไม่สมบูรณ์ตามกรอบเพศ อีกทั้งหากมีประสบการณ์เชิงลบในการขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ เช่น การถูกเพิกเฉยหรือไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะยิ่งทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้นและทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสิ้นหวังจนล้มเลิกการรักษาไปในที่สุด
แล้วเราจะทำอย่างไรดี เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดของอาการนี้ เราอาจไม่สิ้นหวังกับอาการนี้เสียทีเดียว ในปัจจุบันมีคลินิกและโรงพยาบาลในประเทศของเราที่พอจะมีความรู้ ความเข้าใจในการดูแลอาการเกี่ยวกับช่องคลอดหดเกร็ง (Vaginismus) อยู่บ้างแล้ว ในฐานะผู้รับบริการ เราควรจะเข้าไปใช้บริการเพื่อให้เกิดฐานข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องช่องคลอดหดเกร็งให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เป็นธรรมกับผู้รับบริการมากขึ้น รวมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน เราจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในหลายระดับ ได้แก่:
การศึกษา: ควรมีการปรับปรุงหลักสูตรสุขศึกษาในโรงเรียนให้มีความครอบคลุมและไม่ผูกติดอยู่กับความเชื่อกดทับในเรื่องเพศ ทำให้อาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศเป็นปกติ มีอยู่จริงและไม่ใช่เรื่องขำขัน
วิชาชีพทางการแพทย์: แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ควรได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะช่องคลอดหดเกร็ง รวมถึงการสร้างทัศนคติที่เข้าอกเข้าใจผู้ป่วย เพื่อให้สามารถสื่อสารและดูแลผู้ป่วยอย่างอ่อนโยนและให้การยอมรับ
มีการศึกษาเพื่อพัฒนาการดูแลช่องคลอดหดเกร็ง (Vaginismus) จากผู้ที่เผชิญหน้ากับช่องคลอดหดเกร็ง (Vaginismus) ที่น่าสนใจและอยากเชิญชวนให้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงรักษาอาการทางกายภาพ แต่เป็นการเสริมพลัง (Empowerment) ให้กับผู้ที่เผชิญหน้ากับช่องคลอดหดเกร็ง (Vaginismus) โดยแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ได้แก่
เพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะช่องคลอดหดเกร็ง: ผู้ป่วยที่อยู่ในบทความอ้างอิง ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอาการที่พวกเขากำลังเผชิญเป็นภาวะที่สามารถวินิจฉัยได้ ทำให้การเข้ารับการรักษาล่าช้า ผู้ป่วยจึงเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรสุขศึกษาในโรงเรียนและวิชาชีพทางการแพทย์ให้ครอบคลุมเรื่องเพศและภาวะเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ทำลายมายาคติเกี่ยวกับเพศ: ผู้ป่วยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจและแก้ไขความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์
ลดการตีตราภาวะช่องคลอดหดเกร็ง: เพื่อลดความอับอายและความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ
เสริมพลังผู้ป่วยระหว่างการปรึกษาแพทย์: ผู้ป่วยรู้สึกว่าแพทย์เป็นผู้กำหนดแนวทางการรักษาโดยไม่รับฟังความคิดเห็นของพวกเขา ซึ่งเพิ่มพลวัตทางอำนาจที่ไม่สมดุล ผู้ป่วยจึงเสนอให้แพทย์อธิบายเหตุผลและประโยชน์ของการรักษาอย่างละเอียด และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ “การเจรจาด้วยวาจา” (verbal negotiation) ในระหว่างการตรวจภายในหรือการรักษาแต่ละขั้นตอน การสื่อสารว่าแพทย์จะทำอะไรกับร่างกายของผู้ป่วยและเพราะเหตุใดจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมีอำนาจและมีส่วนร่วมในการดูแลตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นการคืนความสามารถในการควบคุมร่างกายให้แก่ผู้ป่วยในขณะที่เปราะบางที่สุด
เน้นย้ำการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางอัตวิสัย (Situated Knowledge) กล่าวคือ การรับฟังเรื่องราวและประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ป่วยในฐานะข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
การรักษาที่มีประสิทธิภาพนั้น จะต้องเป็นแบบบูรณาการและครอบคลุมหลายมิติ ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ยาชาหรือการทำกายภาพบำบัด แต่ต้องประกอบด้วยการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา การทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน และการฝึกใช้เครื่องขยายช่องคลอด (dilators) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดความรู้สึกไวต่อสิ่งเร้า (desensitization) อย่างค่อยเป็นค่อยไป การรักษานี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การทำให้สามารถสอดใส่ได้โดยไม่เจ็บปวด แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเรื่องเพศและความสัมพันธ์ ตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ (ไม่ใช่ทุกคนต้องการการสอดใส่เพื่อมีเพศสัมพันธ์จริงไหม?) แต่เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความสุขทางเพศที่เป็นธรรม
ภาวะช่องคลอดหดเกร็งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความเชื่อมโยงที่แยกไม่ออกระหว่างร่างกาย จิตใจ และบริบททางสังคม การวิเคราะห์เชิงจริยธรรมชีวภาพสตรีนิยมเผยให้เห็นว่าความทุกข์ทรมานที่เพศกำหนดหญิงหรือคนที่มีจิ๋ม เผชิญนั้นเป็นผลจากระบบการแพทย์ที่มีอคติและวาทกรรมทางสังคมที่กำหนดให้ความเป็นหญิงต้องผูกโยงกับการสอดใส่ในเพศสัมพันธ์ เมื่อร่างกายไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานนั้นได้ เจ้าของร่างกายนั้น จึงถูกทำให้รู้สึกว่าตนเองเป็น “ความล้มเหลว” โดยไม่ได้ตั้งใจ
การทำความเข้าใจและรักษาภาวะช่องคลอดหดเกร็งจึงไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์ แต่เป็นโอกาสที่จะท้าทายบรรทัดฐานทางเพศที่ล้าสมัย ทวงคืนอำนาจในร่างกาย (bodily autonomy) และให้นิยามใหม่แก่เรื่องเพศของร่างกายที่เรากำหนดเองได้



